การเก็บตัวอย่างอากาศจากปล่องหรือช่องเปิดที่ระบายอากาศออกจากสถานประกอบกิจการ/ โรงงานอุตสาหกรรม (stack air sampling)
วัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์หลักของการเก็บตัวอย่างอากาศจากปล่องหรือช่องเปิดที่ระบายอากาศออกจากสถานประกอบกิจการ/ โรงงานอุตสาหกรรม คือ เพื่อควบคุม และตรวจสอบคุณภาพอากาศที่ปล่อยออกจากสถานประกอบกิจการ/ โรงงานอุตสาหกรรมสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและเฝ้าระวัง ป้องกันปัญหาสุขภาพอนามัยที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงโดยรอบสถานประกอบกิจการ/ โรงงานอุตสาหกรรม
จากวัตถุประสงค์หลักข้างต้น จะเห็นได้ว่า การเก็บตัวอย่างอากาศจากปล่องหรือช่องเปิดที่ระบายอากาศออกจากสถานประกอบกิจการ/ โรงงานอุตสาหกรรมจัดได้ว่าเป็นมาตรฐานควบคุมการระบายมลพิษจากแหล่งกำเนิด (Emission Standard) ดังนั้น หากเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงเกี่ยวกับมลพิษสิ่งแวดล้อมจะคุ้นเคยกับการเก็บตัวอย่างประเภทนี้
กฎหมายของประเทศไทยที่เกี่ยวข้อง
ในปัจจุบัน (มี.ค.2554) กฏหมายประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการเก็บตัวอย่างอากาศจากปล่องหรือช่องเปิดที่ระบายอากาศออกจากโรงงานอุตสาหกรรม มีอยู่หลายฉบับ ภายใต้การกำกับดูแลของ 2 กระทรวงหลัก คือกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงอุตสาหกรรมอาศัยกฎหมายแม่บทที่สำคัญพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการโรงงานโดยตรง ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอาศัยกฎหมายแม่บทที่สำคัญพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของประเทศ (ต้องเข้าใจว่าแหล่งกำเนิดมลพิษมิได้มีเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น รวมทั้งการประกอบกิจการบางประเภทอาจไม่เข้าข่ายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมก็ได้)
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายละเอียดเนื้อหาสาระของกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเก็บตัวอย่างอากาศจากปล่องหรือช่องเปิดที่ระบายอากาศออกจากโรงงานอุตสาหกรรมแล้วของทั้งสองกระทรวง พบว่า มีสาระที่สอดคล้องหรือเหมือนกัน ทั้งนี้เนื่องจากตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในการจัดการสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของประเทศเป็นการเฉพาะ ได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับมาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด ซึ่งให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมมลพิษ และโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดมาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด เพื่อควบคุมการระบายมลพิษจากแหล่งกำเนิดออกสู่สิ่งแวดล้อม (รวมถึงมาตรฐานการควบคุมการปล่อยอากาศเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมด้วย)
ทั้งนี้ในกรณีที่มาตรฐานที่กำหนดขึ้นตามกฎหมายอื่นเข้มงวดกว่ามาตรฐานนี้ ให้มีผลใช้บังคับได้ต่อไป แต่ถ้าหากเข้มงวดน้อยกว่า ส่วนราชการที่มีอำนาจตามกฎหมายนั้นๆ ต้องแก้ไขให้เป็นไปตามมาตรฐานนี้
กฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเก็บตัวอย่างอากาศจากปล่องหรือช่องเปิดที่ระบายอากาศออกจากโรงงานอุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรมที่สำคัญ 6 ฉบับ คือ
1) ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงาน พ.ศ. 2549
2) ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานปูนซีเมนต์ พ.ศ. 2549
3) ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงาน กรณีการใช้น้ำมันใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการปรับคุณภาพและเชื้อเพลิงสังเคราะห์เป็นเชื้อเพลิงในเตาอุตสาหกรรม พ.ศ. 2548
4) ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานผลิตส่งหรือจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า พ.ศ. 2547
5) ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดค่าปริมาณของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่เจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานซึ่งใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงในการเผาไหม้ พ.ศ. 2547
6) ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดปริมาณสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากปล่องเตาเผา เผาสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นอันตรายจากอุตสาหกรรม พ.ศ. 2545
จะเห็นได้ว่า กฎหมายฉบับแรกข้างต้นเป็นการกำหนดค่าปริมาณสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานโดยทั่วไป ส่วนกฎหมายฉบับที่ 2 ถึงฉบับที่ 6 จะเป็นการกำหนดค่าปริมาณสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานเฉพาะบางประเภทหรือบางกรณี
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะฉบับแรก คือ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องกำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงาน พ.ศ. 2549 เนื่องจากเป็นกฎหมายที่บังคับใช้กับโรงงานโดยทั่วไป สรุปสาระสำคัญของประกาศกระทรวงฯ ดังกล่าว มี 5 ประเด็น ได้แก่ 1) การกำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงาน 2) การกำหนดค่าปริมาณสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานในกรณีที่โรงงานใช้เชื้อเพลิงร่วมกันตั้งแต่ 2 ประเภทขึ้นไป 3) การกำหนดวิธีการตรวจวัดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงาน 4) การรายงานผลการตรวจวัดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศ และ 5) การบังคับใช้สำหรับประเภทโรงงานใดๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิดสารเจือปนในอากาศที่ไม่ได้กำหนดค่าไว้เป็นการเฉพาะ รายละเอียดสาระสำคัญบางประเด็น เช่น
1. กำหนดค่าปริมาณสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานไว้ 15 ขนิดของสารเจือปนหรือ15 ขนิดของมลพิษเช่นค่าฝุ่นละออง (Total Suspended Particulate) สำหรับการผลิตทั่วไปที่ไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงต้องไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร กรณีมีการเผาไหม้เชื้อเพลิงต้องไม่เกิน 320 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าปริมาณตะกั่ว (Lead) สำหรับการผลิตทั่วไปที่ไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงต้องไม่เกิน 30 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร กรณีมีการเผาไหม้เชื้อเพลิงต้องไม่เกิน 24 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าปริมาณคลอรีน (Chlorine) สำหรับการผลิตทั่วไปที่ไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงต้องไม่เกิน 30 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร กรณีมีการเผาไหม้เชื้อเพลิงต้องไม่เกิน 24 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide) สำหรับการผลิตทั่วไปที่ไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงต้องไม่เกิน 870 ส่วนในล้านส่วน กรณีมีการเผาไหม้เชื้อเพลิงต้องไม่เกิน 690 ส่วนในล้านส่วน ค่ากรดกำมะถัน (Sulfuric acid) สำหรับการผลิตทั่วไปที่ไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงต้องไม่เกิน25ส่วนในล้านส่วน ค่าไซลีน (Xylene) สำหรับการผลิตทั่วไปที่ไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงต้องไม่เกิน 200 ส่วนในล้านส่วน เป็นต้น
2. การกำหนดในกรณีโรงงานใช้เชื้อเพลิงร่วมกันตั้งแต่ 2 ประเภทขึ้นไป อากาศที่ระบายออกจากโรงงาน ต้องมีค่าปริมาณสารเจือปนในอากาศไม่เกินค่าที่กำหนดสำหรับเชื้อเพลิงประเภทที่มีสัดส่วนการใช้มากที่สุด
3. การกำหนดวิธีการตรวจวัดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานในแต่ละชนิดของสารเจือปน ซึ่งโดยทั่วไปให้ใช้วิธีขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency; U.S. EPA) กำหนดไว้ หรือใช้วิธีตามมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่า ยกตัวอย่างเช่น การตรวจวัดค่าปริมาณฝุ่นละออง ให้ใช้วิธี Determination of Particulate Emissions from Stationary Sources ของ U.S. EPA เป็นต้น
4. การกำหนดเรื่องการรายงานผลการตรวจวัดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศ ในกรณีที่ไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิง ให้คำนวณผลที่ความดัน 1 บรรยากาศ หรือที่ 760 มิลลิเมตรปรอท อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสที่สภาวะแห้ง (Dry Basis) โดยมีปริมาตรออกซิเจนในอากาศเสียสภาวะจริงในขณะตรวจวัด สำหรับในกรณีที่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิง ถ้าเป็นระบบปิดให้คำนวณผลที่ความดัน 1 บรรยากาศ หรือที่ 760 มิลลิเมตรปรอทอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ที่สภาวะแห้ง (Dry Basis) โดยมีปริมาตรอากาศส่วนเกินในการเผาไหม้ (Excess Air) ร้อยละ 50 หรือมีปริมาตรออกซิเจนในอากาศเสีย ร้อยละ 7 ส่วนระบบเปิดให้คำนวณผลที่ความดัน 1 บรรยากาศ หรือที่ 760 มิลลิเมตรปรอท อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสที่สภาวะแห้ง (Dry Basis) โดยมีปริมาตรออกซิเจนในอากาศเสีย ณ สภาวะจริงขณะตรวจวัด
ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎหมายฉบับเต็มและกฎหมายฉบับอื่นๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมโรงงานอุตสาหกรรม http:/ / www.diw.go.th
สำหรับกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเก็บตัวอย่างอากาศจากปล่องหรือช่องเปิดที่ระบายอากาศออกจากโรงงานอุตสาหกรรมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ เช่นเดียวกับของกระทรวงอุตสาหกรรม คือ กฎหมายมาตรฐานการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงงานโดยทั่วไป และกฎหมายมาตรฐานการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงงาน/ สถานประกอบกิจการเฉพาะบางประเภทหรือบางกรณี
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะกฎหมายมาตรฐานการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงงานโดยทั่วไปที่สำคัญมี 2 ฉบับ คือ
1. ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เรื่องกำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรมเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่บรรยากาศ (พ.ศ. 2549)
2. ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เรื่องกำหนดมาตรฐานการควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม (พ.ศ. 2549)
โดยสาระสำคัญของประกาศฯ ฉบับแรก คือ การกำหนดประเภทหรือชนิดของโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ ที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่บรรยากาศ สำหรับสาระสำคัญของประกาศฯ ฉบับที่ 2 คือ การกำหนดค่ามาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งค่ามาตรฐานของประกาศกระทรวงทรัพยฯ ฉบับนี้ จะเหมือนกับประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องกำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงาน พ.ศ. 2549 (รายละเอียดกล่าวไว้แล้วในข้างต้น)
สำหรับกฎหมายมาตรฐานการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงงาน/ สถานประกอบการเฉพาะบางประเภทหรือบางกรณี เป็นกฎหมายที่กำหนดเป็นการเฉพาะกับบางประเภทของโรงงาน/ สถานประกอบการ เช่น โรงไฟฟ้า โรงปูนซิเมนต์ โรงงานเหล็ก โรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงโม่บดหรือย่อยหิน โรงสีข้าว คลังน้ำมันเชื้อเพลิง กิจการหลอมและต้มทองคำ เป็นต้น ดังนั้น จึงมีประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม/ ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยู่จำนวนมากหลายฉบับ ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึง (รายละเอียดของกฎหมายทั้งหมดสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมควบคุมมลพิษ http:/ / www.pcd.go.th )
สรุปประเด็นจากกฎหมายทั้ง 2 กระทรวงดังที่กล่าวข้างต้น ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บตัวอย่างอากาศจากปล่องหรือช่องเปิดที่ระบายอากาศออกจากโรงงานอุตสาหกรรม ดังนี้
ประเทศไทยมีการกำหนดให้สถานประกอบการ/ โรงงานอุตสาหกรรมโดยทั่วไป (ซึ่งมิได้ระบุเป็นการเฉพาะและที่ระบุเป็นการเฉพาะบางประเภทหรือบางกรณี) ต้องมีการเก็บตัวอย่างอากาศ/ ตรวจตรวจวัดปริมาณความเข้มข้นของสารปนเปื้อนหรือมลพิษจากปล่องหรือช่องเปิดที่ระบายอากาศออกจากโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งมีการกำหนดค่ามาตรฐานของสารปนเปื้อนหรือมลพิษจากปลายปล่องหรือช่องเปิดที่ระบายอากาศออกจากโรงงานอุตสาหกรรมไว้ด้วย
นอกจากนี้ ยังได้กำหนด เรื่องวิธีการเก็บตัวอย่าง และ/ หรือการตรวจวัดให้ใช้วิธีขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency; U.S. EPA) กำหนดไว้ หรือใช้วิธีตามมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่า
หน่วยงานต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับวิธีการเก็บตัวอย่าง และการตรวจวัด ค่ามาตรฐานความเข้มข้นของสารปนเปื้อนหรือมลพิษจากปล่องหรือช่องเปิดที่ระบายอากาศออกจากโรงงานอุตสาหกรรม
จากกฎหมายประเทศไทยดังที่ยกตัวอย่างข้างต้น ได้มีการอ้างอิงหน่วยงานต่างประเทศ ดังนั้น จึงจำเป็นที่เราต้องมีความรู้ ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับหน่วยงานของต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับวิธีการเก็บตัวอย่าง และการตรวจวัดค่ามาตรฐานความเข้มข้นของสารปนเปื้อนหรือมลพิษจากปล่องหรือช่องเปิดที่ระบายอากาศออกจากโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเป็นแหล่งในการค้นคว้าความรู้เพิ่มเติมที่สำคัญ คือ
United States Environmental Protection Agency; U.S. EPA เป็นองค์กรภายใต้รัฐบาลกลางประเทศสหรัฐอเมริกา มีหน้าที่โดยตรงในการบังคับใช้กฎหมายและดูแลงานเกี่ยวกับการปกป้องสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพของมนุษย์ สำหรับส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเก็บตัวอย่างอากาศเช่น วิธีการเก็บตัวอย่าง และตรวจวัด รวมทั้งค่ามาตรฐานความเข้มข้นของสารปนเปื้อนหรือมลพิษจากปล่องหรือช่องเปิดที่ระบายอากาศออกจากโรงงานอุตสาหกรรม(สามารถสืบค้นความรู้เพิ่มเติมได้ที่ http:/ / www.epa.gov)
ตัวอย่างเครื่องมือ/ อุปกรณ์ในการเก็บตัวอย่างอากาศจากปล่องของโรงงานอุตสาหกรรม
ในการเก็บตัวอย่างอากาศจากปล่องของโรงงานมีหลักการเบื้องต้นเช่นเดียวกับการเก็บตัวอย่างอากาศในสถานที่ทำงาน คือ จำเป็นต้องทราบมาตรฐานและวิธีในการเก็บและวิเคราะห์ตัวอย่างอากาศ ดังนั้น ก่อนทำการเก็บตัวอย่างอากาศ จึงจำเป็นต้องทราบชนิดหรือประเภทของมลพิษที่เราต้องการเก็บตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบหามาตรฐานวิธีในการเก็บตัวอย่าง ตลอดจนจัดเตรียมเครื่องมือ/ อุปกรณ์ให้ถูกต้องตามมาตรฐาน
เนื่องจากรายละเอียดของการเก็บตัวอย่างอากาศมีเครื่องมือ/ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างค่อนข้างมาก ในที่นี้จึงขอเสนอภาพตัวอย่าง เครื่องมือ/ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างฝุ่นละอองรวม (Total Suspended Particulate) ดังแสดงในภาพที่ 1 จะเห็นได้ว่า เครื่องมือในการเก็บตัวอย่างอากาศมีขนาดใหญ่ขึ้น ชุดเก็บตัวอย่างจะมีหัวเก็บตัวอย่าง (probe nozzle) รวมทั้งท่อชักตัวอย่าง (probe liner) เพื่อทำการชักตัวอย่างจากปล่องของโรงงาน ทั้งนี้การชักตัวอย่างต้องชักด้วยอัตราความเร็วเท่ากับอัตราความเร็วของอากาศเสีย (Isokinetic sampling) ด้วย
ภาพที่ 1 เครื่องมือ/ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างฝุ่นละอองรวม (Total Suspended Particulate) จากปล่องโรงงาน
การเก็บตัวอย่างอากาศจากบรรยากาศรอบๆ สถานประกอบกิจการ/ โรงงานอุตสาหกรรม หรือจากบรรยากาศบริเวณชุมชนติดกับสถานประกอบการ/ โรงงานอุตสาหกรรม (ambient air sampling)
วัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์หลักของการเก็บตัวอย่างอากาศจากบรรยากาศรอบๆ สถานประกอบกิจการ/ โรงงานอุตสาหกรรม หรือจากบรรยากาศบริเวณชุมชนติดกับสถานประกอบการ/ โรงงานอุตสาหกรรม คือ เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยรวม ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและป้องกันไม่ให้เป็นอันตรายต่อมนุษย์ พืช สัตว์ ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่อการดำรงชีพของประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงโดยรอบสถานประกอบกิจการ/ โรงงานอุตสาหกรรม และ/ หรือประชาชนในแหล่งชุมชนต่างๆ เนื่องจากแหล่งกำเนิดมลพิษอากาศมีอยู่หลายแหล่ง ไม่เฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม ยังมีแหล่งอื่นๆ อีก เช่น จากแหล่งกำเนิดเคลื่อนที่ พวกรถยนต์ต่างๆ เป็นต้น
จากวัตถุประสงค์หลักข้างต้น จะเห็นได้ว่า การเก็บตัวอย่างอากาศจากบรรยากาศบริเวณชุมชนจัดได้ว่าเป็นมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม (Environmental Quality/ Ambient Standard) ดังนั้น หากเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงเกี่ยวกับมลพิษสิ่งแวดล้อม จะคุ้นเคยกับการเก็บตัวอย่างประเภทนี้
กฎหมายของประเทศไทยที่เกี่ยวข้อง
ในปัจจุบัน(มี.ค.2554) กฏหมายประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการเก็บตัวอย่างอากาศจากบรรยากาศบริเวณชุมชนมีอยู่หลายฉบับภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สรุปกฎหมายลำดับรองเกี่ยวกับมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไปของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมี 8 ฉบับ คือ
1. ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2538) เรื่องกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไป
2. ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2547) เรื่องกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไป
3. ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 28 (พ.ศ. 2550) เรื่องกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไป
4. ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2552) เรื่องกำหนดมาตรฐานค่าก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในบรรยากาศโดยทั่วไป
5. ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 36 (พ.ศ. 2553) เรื่องกำหนดมาตรฐานฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในบรรยากาศโดยทั่วไป
6. ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2538) เรื่องกำหนดมาตรฐานค่าก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ชั่วโมง
7. ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2544) เรื่องกำหนดมาตรฐานค่าก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ชั่วโมง
8. ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 30 (พ.ศ. 2550) เรื่องกำหนดมาตรฐานค่าสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ปี
สำหรับสาระสำคัญของประกาศคณะกรรมการฯ ดังกล่าวทั้ง 8 ฉบับ จะเกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศ โดยทั่วไป และเครื่องมือ/ วิธีการในการตรวจวัดสารมลพิษในแต่ละพารามิเตอร์ โดยสรุปค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไปจากประกาศคณะกรรมการฯ ฉบับที่ 1-7 ดังที่กล่าวข้างต้นในตารางที่ 1 ส่วนมาตรฐานค่าสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ปี จากประกาศคณะกรรมการฯ ฉบับที่ 8 ในที่นี้ไม่ขอกล่าวถึง
ตารางที่ 1 มาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไป
สารมลพิษ |
ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นในเวลา
|
ค่ามาตรฐาน
|
| 1. ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) |
1 ชม.
| ไม่เกิน 30 ppm. (34.2 มก./ ลบ.ม.) |
8 ชม.
| ไม่เกิน 9 ppm. (10.26 มก./ ลบ.ม.) | |
| 2. ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NO2) |
1 ชม.
| ไม่เกิน 0.17 ppm. (0.32 มก./ ลบ.ม.) |
1 ปี
| ไม่เกิน 0.03 ppm. (0.057 มก./ ลบ.ม.) | |
| 3. ก๊าซโอโซน (O3) |
1 ชม.
|
ไม่เกิน 0.10 ppm. (0.20 มก./ ลบ.ม.)
|
8 ชม.
|
ไม่เกิน 0.07 ppm. (0.14 มก./ ลบ.ม.)
| |
| 4. ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) |
1 ปี
|
ไม่เกิน 0.04 ppm. (0.10 มก./ ลบ.ม.)
|
24 ชม.
|
ไม่เกิน 0.12 ppm. (0.30 มก./ ลบ.ม.)
| |
1 ชม.
|
ไม่เกิน 0.3 ppm. (780 มคก./ ลบ.ม.)
| |
| 5. ตะกั่ว (Pb) |
1 เดือน
|
ไม่เกิน 1.5 มคก./ ลบ.ม.
|
| 6. ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 100 ไมครอน |
24 ชม.
|
ไม่เกิน 0.33 มก./ ลบ.ม.
|
1 ปี
|
ไม่เกิน 0.10 มก./ ลบ.ม.
| |
| 7. ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน |
24 ชม.
|
ไม่เกิน 0.12 มก./ ลบ.ม.
|
1 ปี
|
ไม่เกิน 0.05 มก./ ลบ.ม.
| |
| 8. ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน |
24 ชม.
|
ไม่เกิน 0.05 มก./ ลบ.ม.
|
1 ปี
|
ไม่เกิน 0.025 มก./ ลบ.ม.
|
2. มาตรฐานค่าเฉลี่ยระยะยาว (1 เดือน และ 1 ปี) กำหนดเพื่อป้องกันผลกระทบยาวหรือผลกระทบเรื้อรังที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพอนามัย (chronic effect)
ที่มา: http:/ / www.pcd.go.th/ info_serv/ reg_std_airsndol.html
สรุปประเด็นจากกฎหมายข้างต้นที่เกี่ยวข้องกับการเก็บตัวอย่างอากาศจากบรรยากาศบริเวณชุมชนหรือบรรยากาศโดยทั่วไป ดังนี้
ประเทศไทยมีการกำหนดให้ทำการเก็บตัวอย่างอากาศ/ ตรวจตรวจวัดปริมาณความเข้มข้นของสารปนเปื้อนหรือมลพิษจากบรรยากาศบริเวณชุมชน (ส่วนมากโรงงาน/ สถานประกอบการบางประเภทที่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในมาตรการการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมมักถูกระบุให้มีการเก็บตัวอย่างอากาศ/ ตรวจตรวจวัดปริมาณความเข้มข้นของสารปนเปื้อนหรือมลพิษจากบรรยากาศโดยทั่วไปหรือบริเวณชุมชน) รวมทั้งมีการกำหนดค่ามาตรฐานของสารปนเปื้อนหรือมลพิษในบรรยากาศโดยทั่วไป ซึ่งหมายรวมถึงบริเวณชุมชนไว้ด้วย
นอกจากนี้ ยังได้กำหนดเรื่องวิธีการเก็บตัวอย่าง และ/ หรือการตรวจวัด ซึ่งโดยทั่วไปให้ใช้วิธีขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency; U.S. EPA) กำหนดไว้ หรือใช้วิธีอื่นที่กรมควบคุมมลพิษประกาศในราชกิจจานุเบกษา
หน่วยงานต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับวิธีการเก็บตัวอย่าง และการตรวจวัด ค่ามาตรฐานความเข้มข้นของสารปนเปื้อนหรือมลพิษในบรรรยากาศโดยทั่วไป
หน่วยงานของต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับวิธีการเก็บตัวอย่าง และการตรวจวัดค่ามาตรฐานความเข้มข้นของสารปนเปื้อนหรือมลพิษจากบรรยากาศโดยทั่วไป จะเหมือนกับการเก็บตัวอย่างอากาศจากปล่องหรือช่องเปิดที่ระบายอากาศออกจากโรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ United States Environmental Protection Agency; U.S. EPA ดังนั้น หากต้องการทราบวิธีการเก็บตัวอย่าง และตรวจวัด รวมทั้งค่ามาตรฐานความเข้มข้นของสารปนเปื้อนหรือมลพิษในบรรรยากาศโดยทั่วไป (สามารถสืบค้นความรู้เพิ่มเติมได้ที่ http:/ / www.epa.gov)
ตัวอย่างเครื่องมือ/ อุปกรณ์ในการเก็บตัวอย่างอากาศจากบรรยากาศโดยทั่วไป
ในการเก็บตัวอย่างอากาศจากบรรยากาศโดยทั่วไปมีหลักการเบื้องต้นเช่นเดียวกับการเก็บตัวอย่างอากาศที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือ จำเป็นต้องทราบมาตรฐานและวิธีในการเก็บและวิเคราะห์ตัวอย่างอากาศ ดังนั้น ก่อนทำการเก็บตัวอย่างอากาศ จึงจำเป็นต้องทราบชนิดหรือประเภทของมลพิษที่เราต้องการเก็บตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบหามาตรฐานวิธีในการเก็บตัวอย่าง ตลอดจนจัดเตรียมเครื่องมือ/ อุปกรณ์ให้ถูกต้องตามมาตรฐาน
เนื่องจากรายละเอียดของการเก็บตัวอย่างอากาศมีเครื่องมือ/ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างค่อนข้างมาก ในที่นี้จึงขอเสนอภาพตัวอย่างเครื่องมือ/ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างฝุ่นละอองรวม (Total Suspended Particulate) ซี่งมีขนาดไม่เกิน 100 ไมครอนและฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ดังแสดงในภาพที่ 2 จะเห็นได้ว่า เครื่องมือในการเก็บตัวอย่างอากาศมีขนาดใหญ่สามารถดูดอากาศในปริมาณหรืออัตราการไหลสูง (High Volume-Air Sampler) โดยภาพด้านซ้ายมือเป็นเครื่องมือ/ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างฝุ่นละอองรวม (Total Suspended Particulate) ส่วนภาพด้านขวามือเป็นเครื่องมือ/ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) สังเกตได้ว่า ด้านบนจะมีอุปกรณ์เพิ่มเติมเพื่อคัดแยกขนาดของฝุ่นละออง และหากท่านสังเกต บางทีอาจพบเห็นเครื่องมือ/ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างดังภาพตั้งอยู่ข้างทางบริเวณริมถนน หรือบริเวณวัด หรือบริเวณสถานที่อี่นๆ ทั่วไป นั่นแสดงว่ามีการตรวจวัดฝุ่นละอองจากบรรยากาศในบริเวณนั้นๆ อยู่
ภาพที่ 2 เครื่องมือ/ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างฝุ่นละอองจากบรรยากาศ
ที่มา: http:/ / www.industrysearch.com.au/ Products/ High-Volume-Air-Sampler-20542
.....................................................
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น